20 นิสัยแย่ๆ ที่ทำให้คุณไม่ก้าวหน้าในงานที่คุณทำสักที

ผมได้รับคำแนะนำจากพี่ปิง ผู้ที่เป็นทั้งที่ชาย ที่ปรึกษา และ Entrepreneur Coach ให้ผม

พี่ปิงบอกผมว่า…. หนังสือเล่มนี้ดีมากๆ คนที่จะเป็นผู้นำ ผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการควรอ่าน
เมื่อได้ยินพี่ปิงบอกดังนั้น ผมก็ไม่รอช้าที่จะหยิบหนังสือเล่มนี้จากร้าน Kinokuniya มาทันที

หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า What Got You Here Won’t Get You There โดย Marshall Goldsmith
และเมื่อผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ บอกเลยว่ามันเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่มีประโยชน์มากๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง แนวคิดของคนสำเร็จ ที่อาจเป็นได้ทั้งข้อดี และอุปสรรคในการก้าวไปข้างหน้า

ผมได้รู้จักอุปนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นอุปสรรคทำให้คนที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
ติดอยุ่กับที่ และไม่สามารถก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตามที่เขาตั้งใจเอาไว้ได้

พร้อมกันนั้น หนังสือเล่มนี้ยังได้บอกวิธีการในการก้าวข้ามอุปนิสัยต่างๆ เหล่านั้นอีกด้วย

และนี่คือบทเรียนต่างๆ ที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้…. มาอ่านกันเลยครับ 

ส่วนที่ 1 – ปัญหาของคนสำเร็จ

“คุณอยู่ที่นี่”

หนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหาที่พูดถึงปัญหาของเหล่าผู้บริหาร CEO ขององค์กรต่างๆ
ผู้นำที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำที่มีความสามารถอยู่ในตัวมากมาย
แต่ก็ไม่สามารถนำพาตัวเอง และองค์กร ให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

ในบทแรกนี้ Marshall Goldsmith ได้พูดถึงความเชื่อ 4 ข้อ ของคนสำเร็จ
ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ ทำให้บุคคลมากมายประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวกันความเชื่อนั้น
ก็ยังกลายเป็น อุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จมากขึ้นอีกด้วย!

ความเชื่อ 4 ประการของคนสำเร็จ

1. I have succeeded “ฉันเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว”

คนสำเร็จ มีความเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา เขาเชื่อมั่นในทักษะ และความสามารถของตัวเอง แน่นอนล่ะว่าจากความเชื่อแบบนี้ทำให้เขาไม่คิดว่าเขาจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองแต่อย่างใด

2. I Can Succeed “ฉันสามารถประสบความสำเร็จได้”

คนสำเร็จมีความมั่นใจในตัวเอง พวกเขาเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขาจะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน เขาเชื่อว่าทุกๆ อย่าง และทุกๆ คนจะต้องอยู่ในความควบคุมของเขาได้อย่างแน่นอน

3. I Will Succeed “ฉันจะต้องประสบความสำเร็จ”

คนสำเร็จมักจะมีความคิดบวกที่ว่า “ยังไงฉันก็จะต้องประสบความสำเร็จ” พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเขาจึงพยายาม “ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า” เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ จนบางครั้งก็กลายเป็นว่า….. พวกเขาทำงานหนักจนเกินความจำเป็น

4. I Choose to Succeed “ฉันเลือกที่จะประสบความสำเร็จ”

คนสำเร็จเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง และพวกเขาก็เลือกตัดสินใจ เพราะเขาต้องการเลือกให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่การเลือกแบบจำใจ ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น การที่จะประสบความสำเร็จให้มากกว่าเดิม เขาจำเป็นจะต้องเลือกเปลี่ยนอุปนิสัยบางอย่างที่เขา… ไม่ได้อยากจะเลือกมากนัก!

ส่วนที่ 2 – 20 นิสัยที่ทำให้คุณไม่ได้ไปต่อ

อุปนิสัยที่ 1 – มุ่งแต่จะเอาชนะ

การมุ่งเอาชนะในทุกๆ เหตุการณ์ ทุกเวลาทุกนาที สังเกตุดูได้ง่ายๆ จากนิสัยที่ชอบ เถียงเพื่อจะพยายามเอาชนะเสมอๆ นั้นเอง การมุ่งเอาชนะมากเกินไป คือความท้าทายอันดับ 1 เลยก็ว่าได้

อุปนิสัยที่ 2 – ใส่คุณค่ามากเกินไป

ทุกครั้งที่พูดคุยกัน คนที่มีนิสัยแบบนี้มักจะพยายามใส่ความคิด ที่ตัวเองเชื่อว่ามันมีคุณค่าลงไปในการพูดคุยเสมอ จนบางครั้งมันทำให้ คนที่เสนอไอเดียหรือความคิดดีๆ เหล่านั้นเหลือความภาคภูมิใจในความคิดของตัวเองน้อยลงกว่าเดิม

อุปนิสัยที่ 3 – ตัดสินผู้อื่นก่อน

นิสัยของการตีคุณค่า ตีตรา และประเมินมาตรฐานแทนคนอื่น ก่อนที่จะได้รู้จักเขาจริงๆ ซะอีก

อุปนิสัยที่ 4 – ให้ความคิดเห็นที่ไม่เกิดประโยชน์

การให้ความคิดเห็นที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร บางครั้งมันทำให้คนที่ได้รับความคิดเห็นจากเขารู้สึกปวดใจกลับไปด้วยซ้ำ

อุปนิสัยที่ 5 – เริ่มต้นด้วยคำว่า “ไม่” “แต่” “ไม่อย่างไร…”

เวลาที่เริ่มต้นการพูดคุย หรือการรับฟังไอเดียต่างๆ คนที่เริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า “ไม่” “แต่” “ไม่ว่าอย่างไร..” มันส่งผลให้คนที่รับฟังข้อความนี้จากเรารู้สึกว่า “ฉันผิด” และมันก็เชื่อมโยงกับอุปนิสัยแรกที่บอกว่า “คุณต้องการเอาชนะตลอดเวลา”  นั้นเอง

อุปนิสัยที่ 6 – ชอบอวดให้โลกรู้ว่า กูเจ๋ง

ด้วยความที่ต้องการจะเอาชนะ ต้องการจะเป็นที่หนึ่งในห้องประชุม ที่ทำงาน หรือแม้แต่ที่บ้าน การอวดให้รู้ว่ากูเจ๋ง ไม่ได้ช่วยให้สัมพันธ์ภาพมันดีขึ้นเลย มันปลุก “อีโก้” ในตัวเรา และทำให้เราไม่รับฟังใคร

อุปนิสัยที่ 7 – พูดทั้งๆ ที่โกรธ

คงไม่ต้องอธิบายมากใช่ไหมครับ เมื่อโกรธ…. ก็ขาดสติ เมื่อขาดสติ…. ปัญหาเล็กๆ ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ง่ายๆ

อุปนิสัยที่ 8 – ชอบปฏิเสธ และหาเหตุผลว่าทำไมมันไม่เวิร์ค

ชอบหาเหตุผลในเชิงลบ และความคิดลบๆ มาอธิบายว่าไอเดีย หรือความคิดคนอื่นมันไม่ดีอย่างไร อธิบายว่าทำไมมันถึงไม่ได้ผล แทนที่จะช่วยกันค้นหาว่า… จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร

อุปนิสัยที่ 9 – กั๊กข้อมูล

เพราะกลัวว่าคนอื่นจะรู้ทันตัวเอง จึงเก็บข้อมูลความรู้เอาไว้กับตัวเอง ไม่แบ่งปัน และไม่บอกใคร ไม่เว้นแม้กระทั่ง… เพื่อนร่วมทีมของตัวเอง

อุปนิสัยที่ 10 – ล้มเหลวในการให้ความสำคัญกับผู้คน

มันเป็นเรื่องยากมากที่จะเอ่ยปากชื่นชม หรือมอบรางวัลให้กับใคร ไม่ว่าเขาคนนั้นจะทำงานสำเร็จ หรือออกมาดีแค่ไหน พวกเขาลืมให้ความสำคัญกับคนของเขาไปทั้งๆ ที่มันทำได้ง่ายมากๆ แค่เพียงเอ่ยปากว่า “ขอบคุณ” ก็มีความหมายมหาศาลแล้วสำหรับทีมงานของเขา

อุปนิสัยที่ 11 – เสนอหน้ารับความชอบที่ตัวเองไม่ควรได้รับ

เป็นนิสัยที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างมาก… บอกได้เลย

อุปนิสัยที่ 12 – ชอบหาข้อแก้ตัว

ด้วยตำแหน่ง และความสำเร็จที่ค้ำคอเอาไว้ บางครั้งมันก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับบางอย่าง ดังนั้นการหาข้ออ้าง ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

อุปนิสัยที่ 13 – ติดกับอดีตที่ผ่านมา

มันง่ายจริงไหมครับที่จะบอกว่า… “มันผิดพลาด เพราะคนที่ทำเอาไว้เมื่อก่อน เริ่มต้นมาไม่ดี” “คุณไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมมันถึงล้มเหลว คุณรู้ไหมว่าที่ผ่านมา พ่อกับแม่ผม สอนผมว่าว่ายังไง?” ซึ่งมันเกี่ยวกันไหมล่ะนั้น!

อุปนิสัยที่ 14 – ชอบเป็นซุปเปอร์สตาร์

ใครๆ ก็อยากมีคนรักคนเอาใจจริงไหมครับ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ระวังให้ดี เราอาจจะมีอุปนิสัยชอบการประจบประแจง ที่ทำให้คนรอบๆ ตัวต้องพยายามเอาอกเอาใจเรา เพียงเพื่อให้เราชอบ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำให้งานก้าวหน้าไปเลยแม้แต่น้อย

อุปนิสัยที่ 15 – ไม่ยอมแสดงความเสียใจ

การไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นผิด หรือมีผลกระทบในเชิงลบกับองค์กรของเขา แม้บางครั้งถึงรู้ว่าตัวเองอาจทำได้ไม่ดี หรือมีข้อผิดพลาด แต่มันก็เป็นเรื่องยากอยู่ดีที่จะเอ่ยปากบอกคนอื่นว่า… “ขอโทษ”

อุปนิสัยที่ 16 – ไม่ยอมรับฟัง

การฟัง ไม่ใช่แค่การนั่งอยู่ และปล่อยให้คู่สนทนาพูดไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่การฟัง คือการใส่ใจ การให้ความสนใจในสิ่งที่คนอื่นกำลังพูดกับเราอย่างแท้จริง

อุปนิสัยที่ 17 – ชมใครไม่เป็น

ใครๆ ก็อยากได้รับคำชมจริงไหมครับ? แต่สำหรับคำชมจากผู้นำบางคน การจะได้ยินคำชมนั้น มันยากเสียยิ่งกว่าโคตรยากเสียอีก

อุปนิสัยที่ 18 – ใครพูดมา… ตาย!

ถ้าไม่อยากถูกไล่ออก ไม่อยากถูกลดเงินเดือน ไม่อยากโดนตัดโบนัส อย่างได้ไปให้ข้อแนะนำแก่คนที่มีนิสัยแบบนี้ทีเดียวเชียว เพราะเขาพร้อมจะฆ่าคุณให้ตายในทันที แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม

อุปนิสัยที่ 19 – การโยนขี้ให้คนอื่น

การทำให้คนอื่นต้องอับอายขายหน้า หรือต้องรับความผิดนั้นไป ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า….. “คุณคือคนทำ”

อุปนิสัยที่ 20 – นี่คือตัวฉัน!

คนที่เอาตัวรอดจากทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยคำพูดสุดคลาสสิคที่ว่า… “มันเป็นแบบนี้ ก็เพราะฉันเป็นแบบฉันนี้ไงล่ะ” มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

แถม! อุปนิสัยที่ 21 – การหลงไหล เมามันส์แต่กับเป้าหมาย!

สาเหตุที่ Marshall เขียนอุปนิสัยที่ 21 แยกออกจาก อุปนิสัยทั้ง 20 ข้อก่อนหน้านี้ เพราะว่ามันเป็นอุปนิสัยที่เป็นรางเง้าของพฤติกรรมแย่ๆ ต่างๆ

ความหลงไหลกับเป้าหมาย มันเกิดจากความเข้าใจผิดที่ว่า “ความสุขที่แท้จิรง จะเกิดขึ้นเมื่อเขา ทำเงินได้มหาศาล ความสุขจะเกิดได้เมื่อเขาลดน้ำหนักได้ 60 ปอนด์ หรือความสุขจะเกิดขึ้นได้เมื่อเขาได้เลื่อนขั้นและมีห้องทำงานพิเศษส่วนตัว”

มันทำให้คนหลงวิ่งบ้าไปกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันทำให้คนฝากความสุขทั้งหมดของชีวิตเอาไว้กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ทำให้เขามองไม่เห็น ไม่ภาคภูมิใจ และไม่เคยชื่นชมในสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลย

หลายคน ทำงานจนสำเร็จตามเป้าหมาย แต่องค์กรและทีมงานต่างหนีหาย กระจายไปคนละทาง
หลายคนพยา่ยามหาเงินมากมายเพื่อจะมาดูแลครอบครัว ในวันที่ไม่เหลือครอบครัวให้ดูแลแล้ว
หลายคนเอาเวลามาสั่งสอนคนอื่น ในขณะที่ไม่เคยเอาสิ่งนั้นมาฝึกฝนกับตัวเอง
คุณคงไม่อยากให้วันสุดท้ายของชีวิต คุณต้องถามตัวเองว่า… “นี่ฉันทำอะไรลงไป” ใช่ไหม?

ถ้าใช่…. นี่คือวิธีการที่คุณจะก้าวข้ามจากจุดที่คุณยืนอยู่ตรงนี้
ไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ที่คุณเคยได้แต่ฝันเอาไว้

ส่วนที่ 3 – ก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

FEEDBACK

วิธีการที่คุณจะรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่ที่ไหน และติดปัญหาในเรื่องอะไรบ้าง
ก็คือ การเปิดใจรับฟัง ซึ่ง Marshall ได้พูดถึงวิธีการได้ฟีดแบคมาด้วยกัน 3 วิธีก็คือ

1. การร้องขอฟีดแบคตรงๆ

ถ้าคุณต้องการรู้ว่าคุณกำลังติดเรื่องอะไรอยุ่ คุณก็ถามไปตรงๆ เลย ที่สำคัญก็คือ
(1) ถามให้ถูกคน (2) ใช้คำถามที่ดี (3) ตีความให้ถูกต้อง (4) ยอมรับมันซะ

มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่เมื่อคุณเปิดใจยอมรับฟังชีวิตคุณก็จะก้าวไปต่อได้

2. ฟีดแบคที่ได้มาโดยไม่ได้ร้องขอ

Marshall พูดถึงหน้าต่างโจฮารี ตามภาพนี้

JohariWindow

จุด Blind Self คือจุดที่คุณมองตัวเองไม่เห็น แต่คนอื่นมองเห็นพฤติกรรมเหล่านั้นในตัวคุณ

ซึ่งถ้ามีคนเดินเข้ามาบอกคุณ ก็อย่าพึ่งรีปปฏิเสธว่าไม่ใช่ พิจารณาให้ดีเสียก่อน เพราะถ้ามันใช่ขึ้นมา
นั้นเท่ากับว่า… เขาคนนั้นมาชี้ขุมทรัพย์ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วมากขึ้นเลยนะครับ

3. ฟีดแบคที่ได้รับจากการสังเกต

ในทุกวัน ทุกเวลา ผู้คนมากมายกำลังให้ ฟีดแบคกับคุณตลอดเวลา
ฝึกเป็นนักสังเกตที่ดี จะช่วยให้คุณรู้ว่าอะไรที่ฉุดรั้งชีวิตคุณเอาไว้กันแน่

APOLOGIZING

เมื่อคุณรู้แล้วว่า จุดไหนคือจุดที่คุณต้องทำการแก้ไข การกล่าวคำ “ขอโทษ” คือ กุญแจสู่การก้าวไปสู่ก้าวต่อไปของคุณ

TELLING THE WORLD

บอกเล่า แบ่งปันเรื่องราวการพัฒนาตัวเองของคุณให้คนในองค์กรได้รู้ ทำให้เขารู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่
และอะไรคือความตั้งใจของคุณ เพื่อที่พวกเขาจะเป็นกำลังสนับสนุนให้คุณ ได้ปรับปรุงและพัฒนานิสัยได้อย่างดีเยี่ยม

LISTENING

เริ่มต้นที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ด้วยความเคารพ ไม่ตัดสิน
ทำให้คนเห็นว่า คุณสนใจในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ  ทำให้การพูดคุยนั้นมีประโยชน์
และทำให้เกิดเส้นทางในการก้าวเดินต่อไปข้างหน้าร่วมกัน

THANKING

ฝึกพูด “ขอบคุณ” ให้เป็นนิสัย….. คำง่ายๆ คำนี้ คือกุญแจสู่ชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

FOLLOWING UP

ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนานิสัยใดๆ เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน
คุณควรจะหาใครสักคนมาช่วยคุณในการติดตามผลของการพัฒนาตนเองของคุณ

เพื่อนสักคนที่มีสัญญาใจกันว่า จะช่วยเหลือกัน
อาจเป็นการใช้เวลาตอนกลางคืนสักวันละ 10 นาที
ในการโทรมาพูดคุยสอบถามว่า… ได้พัฒนาอะไรไปบ้างในวันนี้

PRACTICING FEEDFORWARD

คือการสอบถามความคิดเห็นจากคนอื่นๆ ว่า
คุณควรจะพัฒนาตนเองไปในทิศทางไหน
โดยมีวิธีการฝึกฝนง่ายๆ 4 ขั้นตอนดังนี้

1. เลือก 1 อุปนิสัยที่คุณต้องการจะแก้ไขขึ้นมา

2. บอกความต้องการของคุณ กับบั๊ดดี๊ เพื่อน หรือโค้ชที่คุณรู้จักสักคน

3. ถามข้อเสนอแนะจากเขาสัก 2 ข้อ ที่จะทำให้คุณดีขึ้น
(โดยข้อเสนอแนะนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอดีต เป็นเรื่องการสร้างอนาคตให้ดีขึ้นเท่านั้น)

4. ฟังอย่างตั้งใจ จดโน๊ตสิ่งที่คุณต้องการเอาไว้ และพูดว่า “ขอบคุณ” แค่นั้นพอ!

ส่วนที่ 4 – ปลดข้อจำกัดออกไปซะ

กฎของการเปลี่ยนแปลง 8 ข้อ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง

ข้อที่ 1 – บางครั้งคุณก็ต้องการแค่ทักษะที่มากขึ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนพฤติกรรม

ข้อที่ 2 – เลือกสิ่งสำคัญที่ต้องการเปลี่ยนมา 1 ข้อก่อน และเริ่มจากจุดนั้น

ข้อที่ 3 – อย่าหลอกตัวเอง กับสิ่งที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงจริงๆ

ข้อที่ 4 – อย่าเอาแต่หลบหนีความจริง คุณต้องเผชิญหน้ากับมัน และลงมือทำซะ

ข้อที่ 5 – มันไม่มีพฤติกรรมในฝันหรอก! “ความสมบูรณ์แบบ” ไม่มีอยู่จริง จงพัฒนาไปเรื่อยๆ

ข้อที่ 6 – ถ้าคุณสามารถวัดผลการเปลี่ยนแปลงได้ คุณก็จะทำมันสำเร็จได้ง่ายขึ้น
เช่น “ฉันต้องการพัฒนานิสัยการเป็นผู้ฟังที่ดี โดยฉันจะรับฟังความคิดของลูกน้องวันละ 1 ครั้ง” เป็นต้น

ข้อที่ 7 – กำหนดรางวัลที่จะได้เมื่อได้รับผลลัพธ์ และค่อยสร้างวิธีการขึ้นมา

ข้อที่ 8 – เวลาที่ดีที่สุดที่จะทำการเปลี่ยนแปลงก็คือ…. “ตอนนี้”

ขอบคุณที่ติดตามนะครับ

หวังว่าบทสรุปสั้นๆ ที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้คุณ
มีแนวคิด และแนวทางที่นำไปใช้ได้ ในการสร้างนิสัยใหม่ๆ ที่ทำให้คุณสำเร็จได้มากขึ้นนะครับ

สำหรับการสรุปเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ตกหล่น
หรือผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

หากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ก็เพิ่มมาในกล่องแสดงความเห็นได้เลยครับ

หากต้องการอ่านฉบับเต็มจาก มือถือ Tablet หรือ Kindle
สามารถค้นหาหนังสืออื่นๆ ของ Marshall Goldsmith ได้ที่ Amazon.com ครับ

และในครั้งต่อไป ผมจะนำบทสรุปดีๆ แบบนี้มาแบ่งปันกับทุกคนอีกนะครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณ ที่กล่องคอมเม้นต์ด่านลางนี้นะครับ

About The Author

Kitti Trirat

Your Freedom, My Passion : ผมมีความฝันและแรงบันดาลใจ ที่จะทำให้ผู้คนทั่วโลกได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพจากภายในใจ ด้วยการสนับสนุนให้พวกเขา ได้เลือกใช้ชีวิตตาม PASSION ที่แท้จริงของพวกเขา

  • Pingback: Review March 2015 — Kitti Trirat - Fun, Fulfillment & Freedom()

  • มนัสศักดิ์ สังวรณ์

    ขอบคุณครับพี่กิตติ ผมชอบมากๆเลยครับ

  • Will ThmnSti

    ขอบคุณค่ะ สรุปได้ยอดเยี่ยมเลยค่ะ