3 สิ่งที่จะการันตี ปิดประตูอบายได้ในชาตินี้
  • Home >>
  • Blog >>
  • Reviews >>

3 สิ่งที่จะการันตีว่าเราจะ “ปิดประตูสู่อบายภูมิ” ได้ในชาตินี้! (ฉบับทำได้จริงในชีวิตประจำวัน และเห็นผลเร็วสุดใน 7 วัน)

รีวิวชีวิตปี 2565 ด้วยสิ่งที่ดีที่สุดที่ได้พบในปีนี้!

3 สิ่งที่จะการันตีว่าเราจะ “ปิดประตูสู่อบายภูมิ” ได้ในชาตินี้! (ฉบับทำได้จริงในชีวิตประจำวัน และเห็นผลเร็วสุดใน 7 วัน)

คุณเคยสงสัยเหมือนผมไหมว่าเราต้องเรียนรู้อะไรและต้องเรียนรู้มากแค่ไหน ถึงจะสามารถปิดประตูสู่อบายได้?

ถ้าคุณเคยสงสัย… ผมหวังว่าบทความนี้จะมีคำตอบนั้นให้คุณนะครับ

นี่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการไปศึกษาธรรมะ จากพระอาจารย์จารุวณฺโณ ภิกขุ (พระอาจารย์ต้น) เมื่อวันที่ 21 – 25 ธันวาคม 2565 กับคณะของครูเงาะ ที่อาศรมมาตา อำเภอปักธงชัย

โดยหัวใจสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากพระอาจารย์ต้น เพื่อนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ นั่นก็คือ “การทำลายอวิชชา (ความไม่รู้)”

และเพื่อจะทำลายความไม่รู้ เราต้องรู้ก่อนว่าความไม่รู้คืออะไร?

ความไม่รู้ คือ “การไม่รู้ว่าทุกข์เป็นของธรรมชาติ และไม่เห็นความจริงว่าความทุกข์นั้นมีการเกิดขึ้นและหายไปตามธรรมชาติ และความทุกข์นั้นไม่ใช่ตัวเราเลย”

 

ทุกข์เป็นของธรรมชาติ คือยังไง?

ความทุกข์เอง ก็ไม่ต่างจากฝน ซึ่งจะตกลงมาแน่นอน เมื่อถึงฤดูฝน ต่อให้อยากห้ามไม่ให้มันเกิดอย่างไรก็ห้ามไว้ไม่อยู่

ถ้าคนที่รักจากเราไป ยังไงความทุกข์ก็จะเกิด

หากความตั้งใจของเรา ไม่ส่งผลอย่างที่คาดหวัง ความทุกข์ก็จะแวะมาทักทายแน่นอน

ตราบใดที่มีเหตุเกิดขึ้น ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นเสมอ ไปห้ามมันไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้นตามธรรมชาติของมัน

 

ความทุกข์มันเกิดขึ้นและหายไปตามธรรมชาติ คือยังไง?

ต่อให้ฝนจะตกแรงแค่ไหนก็ตาม แต่พอหมดฤดูของมัน มันก็หยุดของมันไปเองจริงไหมครับ

ลองนึกถึงเรื่องอะไรก็ได้สักเรื่อง ที่เราเคยทุกข์กับมันจนคิดว่านั่นคือเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่ตอนนี้คุณกลับไม่รู้สึกถึงมันอีกต่อไปแล้วดูสิครับ

บางครั้งคุณอาจจะลืมมันไปเลย เพราะคุณมีเรื่องใหม่ให้สนใจ หรือคุณอาจจะผ่านวันเวลาและทำความเข้าใจจนวางมันได้แล้ว ความทุกข์ที่เคยใหญ่ ก็เลยหายไปจนเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นั่นแหละครับ… เมื่อมีเหตุความทุกข์มันก็เกิด และเมื่อหมดเหตุความทุกข์มันก็หายไปเอง ตามธรรมชาติของมัน

 

ทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา คือยังไง?

ทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา เพราะไม่มีตัวเราอยู่จริง แต่สิ่งที่เรากำลังเรียกว่าเป็นตัวเราอยู่ตอนนี้ แท้จริงคือสิ่งที่เรียกว่า “ขันธ์ 5”

แต่เพื่อให้เป็นภาษาบ้าน ๆ มากขึ้น ขันธ์ 5 ผมขอใช้คำว่า องค์ประกอบของกายและจิตก็แล้วกัน

องค์ประกอบของกาย คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่ประกอบรวมกันอยู่

ลองสมมุติว่าคุณตัดผมของคุณออกมา 1 กระจุก คุณว่าเส้นผมนั้นยังถือว่าเป็นตัวคุณอยู่ไหม?

เมื่อเราเห็นว่าร่างกายนี้ เป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุทั้ง 4 ซึ่งจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เราก็จะรู้ว่า “นี่ไม่ใช่ตัวเรา”

องค์ประกอบของจิต คือ “เวทนา (ความรู้สึก)” “สัญญา (ความจำ)” “สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)” “วิญญาณ (การรับรู้)”

เวลาทุกข์มันเกิด ก็เพราะจิตเราไปรับรู้ แล้วเราก็จำได้ว่าสิ่งนั้นไม่โอเค แล้วก็คิดปรุงไปต่าง ๆ นานา

อารมณ์แบบ ตอนเราแอบไปส่องแฟนเก่า และเห็น (รับรู้) เขากำลังมีความสุขกับแฟนใหม่ (ความจำ) แล้วเราคิดว่าตัวเองมันแย่ (ปรุงแต่ง) จนรู้สึกเศร้าเสียใจ (ความรู้สึก)

ระบบจิตเหล่านี้ ทำงานของมันแบบอัตโนมัติ เกิดขึ้นเองเมื่อมีเหตุมากระทบใจ เปรียบเหมือนฝนที่ตกของมันเอง เมื่อมีเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ ดังนั้น “มันก็ไม่ใช่เรา” เช่นกัน

พออ่านแล้วคุณอาจจะยังรู้สึกว่า “มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ก็เห็น ๆ อยู่ว่านี่คือตัวเรากำลังอ่าน กำลังคิดอยู่ ถ้าไม่ใช่เรา แล้วจะเป็นใคร?”

เอาจริง ๆ ผมก็รู้สึกไม่ต่างกันหรอก ตอนที่ศึกษาเรื่องนี้ใหม่ ๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่แค่อ่าน หรือฟังเอา แล้วจิตของเรามันจะเชื่อ และคลายความยึดว่ามันไม่ใช่ตัวเราลงไปได้เลย

นี่แหละคือความแนบเนียน ที่ทำให้เรายังติดอยู่กับความไม่รู้นี้ แล้วติดอยู่ในวงจรการเวียนว่ายตายเกิด และยังมีโอกาสไปเกิดในอบายภูมิ เมื่อทำกรรมไม่ดีเอาไว้!

 

 

มาปิดประตูอบายกันเถอะ

หากเราต้องการปิดประตูอบายให้ได้ในชาตินี้

“ความเห็นผิดในกายว่าเป็นเรา” คือเรื่องแรกที่เราต้องละให้ได้

และเพื่อจะทำความเห็นให้ถูกต้อง พระอาจารย์ต้นได้ให้แนวทางปฏิบัติเอาไว้ 3 ขั้นดังนี้

ขั้นที่ 1 – ปูพื้นฐานให้จิต

การจะสอนจิต ให้ละจากความยึดในกายกับจิตได้ จิตเราต้องมีความจริงเป็นที่พึ่ง และมีพลังที่เข้มแข็งเสียก่อน

วิธีการของพระอาจารย์ต้นคือการ “ระลึกถึงพระรัตนตรัย” ด้วยการท่อง

“พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า

ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า

สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า”

การระลึกถึงพระรัตนตรัยในทุกจังหวะของชีวิต จะทำให้จิตของเราเชื่อมและมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันสูงสุดเพียง 1 เดียว

ในขั้นนี้ เราจะระลึกถึงพระรัตนตรัย จนกระทั่ง บทระลึกนี้ “ลั่นในจิต”

(เหมือนตอนเพลงฮิตติดหู ลั่นขึ้นมาเองตอนที่เรากำลังทำอะไรเพลิน ๆ นั่นแหละ)

เราสามารถระลึกถึงพระรัตนตรัยได้ ในทุก ๆ จังหวะชีวิต ไม่ว่าจะนั่ง นอน เดิน ยืน เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน กินข้าว เดินทางไปทำงาน ฯลฯ ยิ่งระลึกถึงบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งทำให้บทนี้ “ลั่นใจจิต” ได้เร็วเท่านั้น

 

ขั้นที่ 2 – เรียนรู้กายตามความจริง

เมื่อจิตมีพลังแล้ว ขั้นต่อไปคือการสอนให้จิตรู้จักกายตามความเป็นจริง

เราจะสอนจิตให้รู้ว่าร่างกายนี้ เป็นเพียงธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบรวมกัน

โดยเราจะสอนด้วยการท่องบทที่ชื่อว่า “ธาตุกัมมัฏฐาน 4” เพื่อให้จิตรู้ว่าร่างกายนี้เป็นเพียงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเราจะท่องบทนี้จนมัน “ลั่นในจิต”

เมื่อจิตรู้แล้ว เราจะมาท่องบท “พิจารณาร่างกาย 6 ขั้นตอน” เพื่อให้จิตเห็นขั้นตอนการสลายไปของร่างกายนี้ บทนี้เราเริ่มจากการท่องให้ขึ้นใจก่อน และหลังจากนั้นให้เราพิจารณาตามลำดับทั้ง 6 ได้เลย

โดยเห็นภาพร่างกายและการดับไปของธาตุทั้ง 4 ตามลำดับ เห็นตั้งแต่ตอนที่ลมหายใจดับไป จนกระทั่งร่างสลายกลายเป็นดินอีกครั้ง

สอนจิต จนจิตไม่ยึดในร่างกายนี้ว่าเป็นตัวเราอีกต่อไป

โดยคุณสามารถโหลดภาพบทพิจารณาตามลิงค์นี้เลย

>> บทท่องธาตุกัมมัฏฐาน 4 

>> บทพิจารณากาย 6 ขั้นตอน

 

ขั้นที่ 3 – เรียนรู้จิตตามความจริง

เมื่อจิตได้เรียนรู้ร่างกายแล้ว เราก็จะขยับมาสู่การพิจารณาที่ละเอียดขึ้น นั้นก็คือการสอนให้จิตได้เรียนรู้ว่า “เวทนา (ความรู้สึก)” “สัญญา (ความจำ)” “สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)” และ “วิญญาณ (การรับรู้)” นั้นก็ไม่ใช่ตัวเรา

ในขั้นนี้เราจะเริ่มสอนจิตด้วยการพิจารณาขันธ์ 5 เพื่อรู้ว่าอารมณ์นั้นมีแบบไหนบ้าง ความจำเป็นอย่างไร รูปแบบของการคิดปรุงแต่งเป็นแบบไหน และการรับรู้เกิดขึ้นตรงไหนบ้าง

เมื่อถึงขั้นนี้ คุณสามารถนำบทพิจารณาตามลิงค์ด้านล่างนี้ไปใช้ได้เลย

>> บทพิจารณาขันธ์ 5

 

เมื่อเราสอนจิตให้รู้จักองค์ประกอบของกายและจิตได้แล้ว เราจะมาสอนให้จิตเห็นความเป็นจริงตามหลัก “อริยสัจ 4”

เข้าใจง่าย ๆ คือ สอนจิตให้ “รู้และเห็นทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติ (รู้ทุกข์)” “ละความอยากที่จะให้สิ่งนี้หายไป คงอยู่ หรือมีเพิ่ม (ละสมุทัย)” “มองเห็นการดับของความอยากที่เกิดขึ้น (ทำนิโรธ + เกิดมรรค)”

ทำ 3 ขั้นตอน เพื่อละ 3 สิ่ง และปิดประตูสู่อบายภูมิ

สรุป 3 ขั้นตอนตามแนวทางของพระอาจารย์ต้น

1. ฝึกจิตให้มีพลังและมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

2. สอนจิตให้รู้ความจริงของกาย ว่าเป็นเพียง ดิน น้ำ ไฟ ลม

3. สอนจิตให้รู้ความจริงของจิต ว่าเป็นเพียงการประกอบของ ความรู้สึก, ความจำ, ความคิด, การรับรู้ และเห็นการเกิดและดับตามธรรมขาติ

 

การปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอนนี้ จะทำให้จิตละ 3 สิ่ง หรือเรียกอีกอย่างว่าการละสังโยชน์ 3 เพื่อเข้าสู่กระแสของพระโสดาบัน ได้แก่

1. ละความเห็นผิดว่ากายและใจนี้เป็นของเรา

2. ละความลังเลสงสัยในพระนิพพาน

3. ละความถือผิดอย่างงมงาย

 

และนี่คือแนวทางโดยย่อ ที่เรียบเรียงจากดวงปัญญาที่ยังมีน้อยนิดของผมในการศึกษาบนเส้นทางนี้ ซึ่งผมยังคงต้องเรียนรู้และศึกษาเพื่อทำความเขาใจต่ออีกมาก และหวังว่าสิ่งที่ผมนำมาแบ่งปันในบทความนี้ จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติของทุกคนนะครับ

หากคุณต้องการฟังธรรมจากพระอาจารย์ต้น ถึงแนวทางในการปฏิบัติแบบนี้ด้วยตัวเอง คุณสามารถเข้าไปรับฟังได้ในกลุ่ม >> Group ทำมะ ของครูเงาะ ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

https://www.facebook.com/groups/529566091083083/posts/1112054672834219/

พระอาจารย์ต้นบอกไว้อย่างชัดเจนว่า “สำหรับผู้ที่ปฏิบัติอย่างเอาจริงตามแนวทางนี้ จะเห็นผลอย่างเร็วสุด 7 วัน อย่างช้าสุด 7 ปี”

แต่เอาจริง ๆ นะ การปฏิบัติเพื่อจะปิดประตูอบายให้เราได้ ต่อให้นานกว่านี้ ผมก็ว่ามันคุ้มค่าอยู่ดี!

 

เป็นกำลังใจในการปฏิบัติของทุกคนนะครับ

เติบโตไปด้วยกัน

กิตติ ไตรรัตน์

>