กำแพงล่องหน ที่ทำให้มองไม่เห็นความจริงตรงหน้า - Kitti Trirat

กำแพงล่องหน ที่ทำให้มองไม่เห็นความจริงตรงหน้า

เคยมองถนนตอนที่อากาศร้อนจัด แล้วเห็นภาพแอ่งน้ำข้างหน้าไหมครับ

พอขับรถไปใกล้ ๆ ก็จะพบว่า… มันไม่มีอยู่จริง!!

สิ่งนี้เรียกว่า มิราจ (mirage) หรือภาพลวงตา เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสง เนื่องจากชั้นของอากาศที่แสงเดินทางผ่านมีอุณหภูมิต่างกัน แล้วเกิดการสะท้อนกลับ

แต่ปรากฏการณ์มิราจนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนท้องถนน แต่มันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราด้วย!!

มันมีกำแพงล่องหน ซึ่งกำลังบิดเบือนไม่ให้เรามองเห็นความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

บทความก่อนหน้านี้ เรื่องเข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น ด้วยศาสตร์สัตว์ 4 ทิศ

โดยครูหยิกได้อธิบาย เรื่องการให้คำนิยามคุณลักษณะของทั้ง 4 ทิศ ว่าไม่ใช่การอธิบายจาก “ความหมายเชิงสังคม” แต่เป็นเรื่อง “สถาวะภายใน”

การให้ความหมายเชิงสังคม คือการ “ตัดสิน” คนที่มีลักษณะตามทิศต่าง ๆ แบบฟันธง

เช่น…

ทิศเหนือ หรือกระทิง

ซึ่งดูเป็นคนมุ่งเป้าหมาย พร้อมลุย คิดเร็วทำเร็ว เชื่อมั่นในตัวเอง

ก็จะถูกตัดสินว่าเป็นคนก้าวร้าว บ้าอำนาจ รุนแรง ปากจัด เผด็จการ เอาแต่ใจ เย้อหยิ่ง ไม่มีน้ำใจ ใจร้อน บุ่มบ่าม สิ้นคิด ด่วนตัดสิน ตัดสินคนอื่น

ทิศตะวันออก หรืออินทรี

ซึ่งเป็นคนมีจินตนาการ รักอิสระ ชอบสนุกสนาน

ก็จะถูกตัดสินว่าเป็นคนไร้สาระ ฟุ้งซ่าน เฟ้อเจ้อ เวิ่นเว้อ เรื่อยเปื่อย เป็นไม้หลักปักขี้เลน ไร้แก่นสาร อยากเด่นอยากดัง ดีแต่พูด เอาแน่เอานอนไม่ได้

ทิศใต้ หรือหนู

ซึ่งดูเป็นคนขี้เกรงใจ รักสันติ ชอบอยู่กับผู้คน

ก็จะถูกตัดสินว่าเป็นคนน่ารำคาญ หยุมหยิม ดราม่า ขี้กลัว อ่อนแอ ลีลาเยอะ โลกสวย พวกขี้แหย พวกชอบทำตัวเป็นคนดี ขี้ขลาด

ทิศตะวันตก หรือหมี

ซึ่งดูเป็นคนชอบวิเคราะห์ มีหลักการ ทำงานละเอียด

ก็จะถูกตัดสินว่าเป็นคนเยอะ จุกจิก ประสาทแดก เรื่องมาก เจ้าระเบียบ ทำตัวเนี้ยบ ไร้ความรู้สึก จอมบงการ อืดอาดไม่ตัดสินใจ คิดมาก ขี้ระแวง เอาใจยาก ยึดติด หัวโบราณ

ดูเหมือนจริง แต่ไม่จริง

การตัดสินที่ยกตัวอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง

แต่ความจริง มันคือภาพลวงตา ที่เกิดจากการบิดเบือนของกำแพงล่องหน

และกำแพงล่องหนนี้ มีชื่อเรียกว่า “อคติ”

อคติเหล่านี้ เกิดจาก ความเชื่อ ความยึดมั่น ความกลัว ความรัก การให้คุณค่ากับเรื่องที่แตกต่างกัน ความรู้ประสบการณ์ที่เคยมีมา หรือแม้แต่ความไม่รู้ก็ตาม

มันทำให้เราตัดสินพฤติกรรมของคนที่อยู่ตรงหน้าเรา ตามมุมมองและความคิดของเรา

โดยไม่ได้ตระหนักและรับรู้ว่าเบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านั้น มีความคิด มีความเชื่อ มีเจตนา หรือมีสถาวะเป็นอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง

อคติส่งผลอย่างไร

เมื่ออคติเหล่านี้เกิดขึ้น เราก็จะมีความคิด คำพูด หรือพฤติกรรมบางอย่างต่อคนที่เรามีอคติอย่างเอนเอียง

หากคนที่เรารัก และคนที่เราไม่ชอบ พูดในเรื่องเดียวกัน เราก็มีแนวโน้มจะรับฟังคนที่เรารักมากกว่าคนที่เราไม่ชอบ

และหากคนที่เราไม่ชอบพูดอะไรมา เราก็มีโอกาสที่จะไม่รับฟังมากกว่าปกติ

ยังมีพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เราแสดงออก เช่น…

การนิ่งเงียบ การพูดปฏิเสธแบบทันควัน การหลีกเลี่ยงไม่อยากเจอ การคุยกันน้อยลง การปิดหูปิดตาปิดใจ ไม่รับฟัง การตัดสินอย่างบิดเบือน การตำหนิและกล่าวโทษที่รุนแรงเกินจริง การเถียงและการคัดค้าน การไม่เคารพไม่เชื่อฟัง ความกลัว ความระแวงไม่ไว้วางใจ หรือแม้แต่การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางที่ดูไม่เป็นมิตร

และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บางครั้งอคติที่เรามีต่อตัวเอง และทำให้เรามีท่าทีทำร้ายจิตใจตัวเองด้วยเช่นกัน

อะไรทำให้เรามีอคติ

หากมองให้ลึกลงไปอีก ความเชื่อ ประสบการณ์ ที่ทำให้เกิดอคติเหล่านี้ ก็ถูกหล่อหลอมจาก “กระบวนการทางสังคม”

มีกระบวนการทางสังคมมากมาย ที่หล่อหลอมอคติให้เกิดขึ้นในใจเรา เช่น

จากครอบครัว จากญาติพี่น้อง ระบบการศึกษา เพื่อน ๆ ชุมชนที่เราอยู่อาศัย ระบบของสังคม กฎหมายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ วัฒนธรรมประเพณี หลักศาสนาที่ยึดถือ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ แม้แต่จากสื่อ งานวรรณกรรมต่าง ๆ ร่วมไปถึงบทบาทหน้าที่และอาชีพที่กำลังสวมอยู่

วิธีรับมือกับอคติ

อคติ เกิดขึ้นและทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรียนรู้มาแค่ไหน ก็มีความเป็นไปได้ว่าอคตินี้ก็จะยังทำงานอยู่

เครื่องมือที่จะช่วยให้เรารับมือกับอคติได้ ก็คือ “สติ”

ถึงแม้อคติจะเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่สติจะทำให้เรารู้เท่าทันอคติ เราจะสามารถขยายพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจตัวเองและผู้อื่น และทำให้เรามีพลังในการเลือกทางเลือกที่ดีกว่าเดิมได้

เข้าใจอคติ แล้วยังไงต่อ

สำหรับผมการเรียนเรื่องอคติ ทำให้มีหลักคิดสำหรับการเปิดใจยอมรับและเข้าใจที่มาที่ไปของคนได้มากขึ้น ผ่านการตระหนักถึงกระบวนการทางสังคมที่หล่อหลอมให้เกิดความคิดความเชื่อ รวมไปถึงความไม่รู้ต่าง ๆ

เพื่อนคนหนึ่ง บอกว่า “การเรียนเรื่องนี้ ทำให้ได้กลับมาทบทวนว่า ที่เราเป็นเราอยู่ในทุกวันนี้ อะไรที่หล่อหลอมชีวิตเรามา”

เพื่อนอีกคนบอกว่า “มันทำให้เห็นความสำคัญของการฝึกสติ เพื่อที่จะได้รู้เท่าทัน และไม่ปล่อยให้อคติมาขับเคลื่อนชีวิตของเรา”

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการการเรียนรู้เรื่องนี้ก็คือ…

เราไม่ได้เรียนเพื่อจะใช้จับผิดว่า “ใครมีอคติอะไร”

แต่เรียนเพื่อ “สังเกตอคติของตนเอง”

เพราะเส้นทางของการเติบโตบนวิถีนี้ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการพยายามเปลี่ยนแปลงใคร

แต่เป็นไปเพื่อการตระหนักรู้ในอคติที่เกิดขึ้น และกลับมารื้อถอนความคิดความเชื่อเหล่านั้นของตนเอง

เพื่อพาให้เรากลับมาสู่ความมีชีวิตที่เป็นปกติ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังของความรักและความเมตตาต่อกัน

มาฝึกเพื่อมีสติเพื่อรู้เท่าทันอคติ ไม่ปล่อยให้ปรากฏการมิราจนี้ มาทำให้เรามองไม่เห็นความจริงที่กำลังปรากฎอยู่ตรงหน้า

 

ติดตามผมผ่านช่องทางอื่นที่:
Facebook > Kitti Trirat
YouTube > Kitti Trirat
Podcast > Kitti Trirat

** หากต้องการรับแจ้งเตือนบทความใหม่ทาง email สามารถกรอกอีเมล์ในช่องลงทะเบียนด้านล่างสุดของบทความนี้นะครับ 

Resource:
Photo by Mario Azzi on Unsplash
http://science.skru.ac.th/knlMain.php?k_id=16
https://kittitrirat.com/know-yourself-and-other-using-four-animals/

Kitti Trirat

Self-Leadership Facilitator: การสนับสนุนให้ผู้คนค้นพบแสงสว่างทางปัญญา เพื่อที่จะนำตนเองให้มีชีวิตที่ดี (Live Well) และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้มากขึ้น (Help More) คือแรงบันดาลใจในการมีชีวิตของผม

  • สิ่งที่ได้มาฟรี มันมักจะไม่มีคุณค่า - Kitti Trirat says:

    […] สิ่งนี้สอดคล้องกับบทความที่เคยเขียนไว้ในบทความ กำแพงล่องหน ที่ทำให้มองไม่เห็นความ… […]

  • 3 ขั้นตอนเพื่อพาคุณไปสู่จุดที่ดียิ่งขึ้น - Kitti Trirat says:

    […] เพราะโดยปกติ เรามักจะมีความคิดที่เอนเอียง และบิดเบือนจากความเป็นจริงด้วยกันทุกคน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เราก็ไม่รู้ (หรือไม่คิด) ว่าเรากำลังบิดเบือนความเป็นจริงอยู่ […]

  • >